สนับสนุนเว็บไซต์ด้วยการกดดูสินค้าผ่านลิ้งค์ของเรา

แนะนำเครื่องฟอกอากาศ 2568
เครื่องฟอกอากาศกลายเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมีติดบ้านในภาวะฝุ่นมลพิษ PM2.5 โดยในบทความนี้เราได้แนะนำเครื่องฟอกอากาศสำหรับห้องแต่ละขนาด พร้อมทั้งได้แนะนำวิธีการเลือกเครื่องฟอกอากาศและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ
เราได้แบ่งเครื่องฟอกอากาศที่แนะนำเป็นหมวดหมู่ดังต่อไปนี้
- สำหรับห้องขนาดเล็ก: เหมาะกับห้องขนาดเล็กกว่า 20 ตร.ม. และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่เล็กๆ เช่น โต๊ะทำงาน
- สำหรับห้องขนาดกลาง: เหมาะกับห้องขนาด 20-30 ตร.ม.
- สำหรับห้องขนาดใหญ่: เหมาะกับการใช้ในห้องขนาดใหญ่ 30-60 ตร.ม.
- สำหรับคนเลี้ยงสัตว์: ตัวเลือกเครื่องฟอกอากาศที่ช่วยกรองขนสัตว์เลี้ยงและกลิ่นในห้อง
ข้อดีของเครื่องฟอกอากาศ
- ช่วยลดฝุ่นอนุภาคขนาดเล็กภายในอากาศ
- ช่วยลดสารก่อภูมิแพ้
- ช่วยลดฝุ่นควันภายในห้อง
- หากมีคาร์บอนฟิลเตอร์ สามารถช่วยลดกลิ่นเหม็นได้
- ช่วยลดปริมาณฝุ่นที่ก่อตัวตามเฟอร์นิเจอร์
ข้อเสียของเครื่องฟอกอากาศ
- จำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองเป็นประจำ
- อาจมีเสียงดังขณะการทำงาน
- เครื่องขนาดใหญ่กินพื้นที่ในห้อง

เครื่องฟอกอากาศ Levoit Core Mini Air Purifier
Levoit Core Mini เป็นเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กแต่ได้ประสิทธิภาพดี เหมาะสำหรับการใช้ในพื้นที่ขนาดเล็ก นอกจากจะฟอกอากาศได้แล้วยังสามารถช่วยกระจายกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยได้อีกด้วย อ่านรีวิวเต็ม

เครื่องฟอกอากาศ Philips AC0920/10
เครื่องฟอกอากาศ Philips AC0920/10 มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับการใช้ในห้องขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ยังมีราคาเครื่องไม่แพงและกินไฟไม่มาก ไส้กรองสามารถใช้ได้นาน 12 เดือน อ่านรีวิวเต็ม

เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro
สำหรับการใช้งานในห้องขนาดใหญ่ เราแนะนำ Xiaomi Smart Air Purifier 4 Pro ตัวเครื่องนอกจากจะฟอกอากาศได้ดีแล้วยังมีฟีเจอร์ที่หลากหลาย ทั้งการสั่งการผ่านแอป Mi Home เซนเซอร์อ่านค่าฝุ่น ความชื้น และอุณหภูมิในห้อง อ่านรีวิวเต็ม

เครื่องฟอกอากาศ Levoit Vital 200S
เหมาะสำหรับคนที่มีสัตว์เลี้ยง ด้วยประสิทธิภาพการฟอกอากาศที่สูง เหมาะสำหรับห้องขนาด 20-35 ตร.ม. นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมผ่านแอป VeSync ได้ด้วย อ่านรีวิวเต็ม
ตัวเลือกเครื่องฟอกอากาศอื่นๆ
- Xiaomi Smart Air Purifier 4 Compact อีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับห้องขนาดเล็ก โดยมีราคาสูงขึ้นมาจาก Levoit Core Mini แต่ให้ประสิทธิภาพการฟอกที่สูงขึ้นมา อ่านรีวิวเต็ม
- Xiaomi Smart Air Purifier 4 เครื่องฟอกอากาศที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ โดยเหมาะกับการใช้ในห้องในห้องขนาดเล็ก-กลาง อ่านรีวิวเต็ม
- Philips AC0650/10 เหมาะกับห้องขนาดเล็ก โดยมีเสียงขณะทำงานที่เบา อ่านรีวิวเต็ม
- Philips AC3220/10 ตัวเลือกเครื่องฟอกอากาศพรีเมี่ยมสำหรับห้องขนาดใหญ่ อ่านรีวิวเต็ม
การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ
1. เลือกอัตรการฟอกอากาศ (CADR) ตามขนาดของห้อง
สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศคือเครื่องต้องมีอัตราการฟอกอากาศบริสุทธิ์ (CADR) ที่เพียงพอต่อขนาดของห้อง
โดยเครื่องฟอกอากาศต้องสามารถฟอกอากาศได้อย่างน้อย 4.8 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง (แหล่งอ้างอิง) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีการคำนวณจำนวนครั้งในการฟอกอากาศสามารถทำได้ดั้งนี้
จำนวนครั้งในการฟอกอากาศ (ACH) = CADR / (พื้นที่ห้อง x ความสูงห้อง)
เพื่อให้ได้จำนวนการฟอกอากาศ 4.8 ครั้งต่อชั่วโมง เราได้ทำตารางในการเลือก CADR ขั้นต่ำตามพื้นที่ของห้องไว้คร่าวๆ ดังนี้
| พื้นที่ห้อง (ตร.ม.) | CADR ขั้นต่ำ (m³/h) |
| 20 | 240 |
| 25 | 300 |
| 30 | 360 |
| 35 | 420 |
2. ระบบการกรอง
เครื่องฟอกอากาศส่วนมากมักมาพร้อมกับฟิลเตอร์ 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นทำหน้าที่แตกต่างกันไปดังนี้
- Pre-Filter หรือฟิลเตอร์ชั้นนอก ใช้สำหรับการกรองฝุ่นขนาดใหญ่ เส้นผม และขนสัตว์ โดยส่วนมากแล้วชั้นนี้มักจะสามารถนำออกมาทำความสะอาดได้
- ฟิลเตอร์หลัก ทำหน้าที่ในการกรองอนุภาคขนาดเล็กที่ฟิลเตอร์ชั้นนอกไม่สามารถดักจับได้ ที่พบได้ส่วนมากคือ HEPA filter ซึ่งสามารถดักจับอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ 99.97%
- Activated Carbon Filter เป็นชั้นที่ดักจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยเครื่องฟอกอากาศบางรุ่นอาจไม่มีชั้นนี้ ถ้าหากต้องการซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อใช้ลดกลิ่นเหม็น เช่น ใช้ในห้องครัว จึงควรดูให้แน่ใจว่าเครื่องฟอกอากาศมีชั้นคาร์บอนฟิลเตอร์
3. เสียงขณะทำงาน
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่องเสียง เพราะเราเปิดเครื่องฟอกอากาศทิ้งไว้เป็นเวลานาน หากเครื่องมีเสียงดังขณะการทำงาน จะทำให้รบกวนการทำงาน การพักผ่อน และการนอนหลับได้
โดยส่วนมากเครื่องขนาดใหญ่มักมีเสียงการทำงานที่ดังกว่าเครื่องขนาดเล็ก แต่แลกมาด้วยความสามารถในการฟอกอากาศที่สูงกว่า เครื่องฟอกอากาศส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับโหมด Sleep ที่จะลดเสียงการทำงานเพื่อให้ไม่รบกวนการนอนหลับ
4. ค่าใช้จ่าย
นอกจากค่าเครื่องแล้ว เครื่องฟอกอากาศยังมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวมาจากค่าไฟและค่าไส้กรอง
เครื่องฟอกอากาศจำเป็นต้องเปิดใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เป็นภาระค่าไฟที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน โชคดีที่ในปัจจุบัน เครื่องฟอกอากาศไม่ได้กินไฟมากนัก โดยเครื่องฟอกอากาศขนาดกลางกินไฟเพียง 30-50 W ซึ่งคิดเป็นค่าไฟต่อเดือนแล้วตกประมาณ 100 บาท
สำหรับค่าไส้กรองนั้นขึ้นอยู่กับราคาไส้กรองและสภาพอากาศในห้อง โดยส่วนมากไส้กรองสามารถใช้งานได้ 6-12 เดือน ไส้กรองมีตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับรุ่นของเครื่องฟอกอากาศที่ใช้ โดยจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนตลอดเพื่อให้ได้อากาศที่สะอาดแทนที่จะเป็นการสะสมฝุ่น
5. ฟีเจอร์เสริม
เครื่องฟอกอากาศหลายๆ รุ่นมากับฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ เช่น การควบคุมผ่านแอป การวัดคุณภาพอากาศในห้อง รวมถึงการตั้งค่าการทำงานอื่นๆ
โดยแน่นอนว่าฟีเจอร์เหล่านี้เป็นเรื่องรองมาจากการฟอกอากาศ โดยการใช้งานทั่วไปแล้วเราไม่ได้ใช้ฟีเจอร์เสริมตลอดเวลา แต่การมีติดเครื่องไว้บางครั้งก็สามารถเพิ่มความสะดวกสบายได้
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการซื้อเครื่องฟอกอากาศ
1. เครื่องฟอกอากาศไม่สามารถแก้ปัญหาอากาศในห้องได้ทุกอย่าง
เครื่องฟอกอากาศสามารถช่วยลดปริมาณฝุ่น "ในอากาศ" ได้ แต่ไม่สามารถดูดฝุ่นที่จับตัวตามเฟอร์นิเจอร์ได้ แน่นอนว่ายังจำเป็นต้องทำความสะอาดฝุ่นในห้องอยู่
2. จำเป็นต้องซื้อไส้กรองตลอด
ไส้กรองของเครื่องฟอกอากาศจำเป็นต้องเปลี่ยนตลอดตามระยะเวลาที่แนะนำ การซื้อไส้กรองจึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดหลังจากการซื้อเครื่องฟอกอากาศ โดยถ้าหากละเลยการเปลี่ยนไส้กรอง เครื่องฟอกอากาศจะกลายมาเป็นเครื่องกักเก็บฝุ่นและแบคทีเรียแทน
3. ที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศมีผลต่อการฟอกอากาศ
ตำแหน่งที่ต้องของเครื่องฟอกอากาศในห้องมีผลต่อประสิทธิภาพการฟอกอากาศ โดยการตั้งติดกำแพง มุมกำแพง หรือติดเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่จะทำให้ประสิทธิภาพการฟอกลดลง
พื้นที่ที่เหมาะกับการตั้งเครื่องฟอกอากาศควรมีพื้นที่ว่างให้อากาศถ่ายเท ตั้งอยู่ใกล้เคียงบริเวณกลางห้อง และไม่ควรตั้งไว้บนพรม เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทผ่านเครื่องฟอกอากาศได้มากที่สุด
4. "สมาร์ทฟีเจอร์" ไม่ได้มีประโยชน์เสมอไป
เครื่องฟอกอากาศรุ่นใหม่มีการเพิ่มสมาร์ทฟีเจอร์ เช่น การต่อ WiFi ควบคุมผ่านแอป เซนเซอร์คุณภาพอากาศ โดยฟังก์ชันเหล่านี้สามารถสร้างความยุ่งยากในการใช้งานได้อย่างไม่จำเป็น และการใช้งานเครื่องฟอกอากาศโดยทั่วไปแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ตลอดเวลา การเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศจึงไม่ควรเลือกจากสมาร์ทฟีเจอร์ แต่เลือกจากประสิทธิภาพการฟอกอากาศแทน